| ||
ที่ วธ.010/2548 วันที่ 15 มีนาคม 2548 เรื่อง ความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกันกรณีบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด เรียน กรรมการอิสระ คณะกรรมการตรวจสอบ และท่านผู้ถือหุ้น บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ตามที่บริษัท ยูไนเต็ด แอ็ดไวเซอรี่ เซอร์วิส จำกัด ("ยูไนเต็ด" หรือ "ที่ปรึกษาทางการเงิน") ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ("บริษัท" หรือ "QH") ให้ทำหน้าที่เป็นที่ ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกันกรณีที่ QH จะลงทุนใน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ("LHCF") เป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ใน ราคาหุ้นละ 140 บาท ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยของ LHCF ที่สอดคล้องกับ แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย LHCF ได้ยื่นคำขออนุญาตจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยและแผนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 และได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยตามแผนแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 โดยส่วนหนึ่งของแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ของ LHCF นั้น LHCF จะดำเนินการเพิ่มทุนชำระแล้วจากเดิม 100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 1 ล้านหุ้น มูลค่า ที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) เป็น 1,100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 11 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัดจำนวนรวม 10 ล้านหุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ในราคาเสนอขายหุ้นละ 140 บาท ประกอบด้วย (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,724,000 หุ้น เสนอขายให้แก่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ("LH") (2) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,964,000 หุ้น เสนอขายให้แก่ QH (3) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,100,000 หุ้น เสนอขายให้แก่คุณ เพียงใจ หาญพาณิชย์ และ (4) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 212,000 หุ้น เสนอขายให้แก่กรรมการ และ/ หรือผู้บริหารของLHCF มูลค่ารายการที่ QH จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF คิดเป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 140 บาท การทำรายการดังกล่าวข้างต้นไม่เข้าข่ายเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ตามประกาศคณะกรรมการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือ จำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2547 เนื่องจากมีขนาดรายการสูงสุดตามเกณฑ์ มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน คิดเป็นร้อยละ 2.58 ของสินทรัพย์รวมของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 อย่างไรก็ตาม การทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศคณะ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียน ในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ. 2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 (ประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ) ซึ่งเมื่อ คำนวณขนาดของรายการตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ขนาดของรายการมีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 6.45 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 การทำรายการที่ เกี่ยวโยงกันดังกล่าวจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวน เสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย ซึ่ง ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องดังกล่าว ทางยูไนเต็ด ได้พิจารณาและศึกษารายละเอียดของรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงขอเรียนเสนอ ความเห็นโดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. ลักษณะและรายละเอียดของรายการที่เกี่ยวโยงกัน 1.1 ประเภทและขนาดของรายการที่เกี่ยวโยงกัน ที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 3/2548 ของ QH ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 มีมติให้ QH ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF เป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการ ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ในราคาหุ้นละ 140 บาท การลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ QH ใน LHCF เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 จาก เดิมที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 0.60 มูลค่ารวมของรายการจากการที่ QH จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF เป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการที่ QH จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,964,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 100 บาท) ในราคาหุ้นละ 140 QH จะทำรายการดังกล่าวภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัท ครั้งที่ 1/2548 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 2548 โดย QH จะเข้าทำรายการดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขดังนี้ (1) LHCF ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ LHCF มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้านบาท เป็น 2,600 ล้านบาท และมีมติอนุมัติให้ จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,964,000 หุ้น เสนอขายให้แก่บริษัท (2) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ LHCF มีมติอนุมัติให้ LHCF รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญจากบริษัทเงินทุน บุคคลัภย์ จำกัด (มหาชน) ("BC") (3) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ BC มีมติอนุมัติให้ BC โอนสินทรัพย์ หนี้สิน และ ภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ LHCF (4) บริษัทได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และ/หรือ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย ให้ถือหุ้น LHCF ร้อยละ 27 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหมด (5) ความสำเร็จในการขายหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 10 ล้านหุ้น มูลค่าที่ ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 140 บาท (6) LHCF และ BC ได้รับอนุญาต และ/หรือความเห็นชอบต่างๆ ที่จำเป็นจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับการดำเนินการตามข้อ (1) (2) และ (3) การทำรายการดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ตามประกาศคณะกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนใน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2547 เนื่องจากมีขนาดของ รายการสูงสุดตามเกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน คิดเป็นร้อยละ 2.58 ของสินทรัพย์รวมของบริษัทและ บริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 อย่างไรก็ตาม การทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตาม ประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของ บริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ. 2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ("ประกาศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ")ประเภทรายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการ เนื่องจาก QH จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน โดย QH และ LHCF มีความสัมพันธ์ในแง่การมีผู้ถือหุ้น และการมี กรรมการร่วมกัน ดังนี้ (1) การมีผู้ถือหุ้นร่วมกัน โดยกลุ่มนายอนันต์ อัศวโภคิน ถือหุ้น QH รวมกัน ในสัดส่วนร้อยละ 7.90 (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) และถือหุ้น LHCF รวมกันในสัดส่วนร้อยละ 40 (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) ทั้งนี้ QH และ LH ถือหุ้นอยู่ใน LHCF รายละร้อยละ 0.60 (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) (2) LH ซึ่งเป็นบริษัทที่กลุ่มนายอนันต์ อัศวโภคิน ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนร้อย ละ 31.64 (ณ วันที่ 7 มกราคม 2548) โดย LH เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 21.84 (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) และ LH ถือหุ้นใน LHCF ในสัดส่วนร้อยละ 0.60 (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) (3) การมีกรรมการร่วมกัน โดย QH และ LHCF มีกรรมการร่วมกันจำนวน 2 ราย ได้แก่ นางสุวรรณา พุทธประสาท (ในฐานะกรรมการที่มีอำนาจลงนามของ QH และกรรมการที่ไม่มี อำนาจลงนามของ LHCF) และ นายอดุลย์ วินัยแพทย์ (ในฐานะกรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการ ตรวจสอบของทั้งสองบริษัท) การทำรายการที่เกี่ยวโยงกันดังกล่าว มีมูลค่าของรายการที่เกี่ยวโยงกันมากกว่า ร้อยละ 3 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ โดยเมื่อคำนวณขนาดของรายการตามเกณฑ์ประกาศตลาด หลักทรัพย์ฯ แล้ว ขนาดของรายการมีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 6.45 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัท และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 1.2 ลักษณะของหลักทรัพย์ : รายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ("LHCF") 1.2.1 ลักษณะการดำเนินธุรกิจของ LHCF LHCF จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2510 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เลขที่ 12 ออก โดยกระทรวงการคลัง ออกให้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2517 ซึ่งออกให้ในชื่อเดิมว่า บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมา LHCF ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เมื่อเริ่มก่อตั้งคือกลุ่มตระกูลอัศวโภคิน และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ LHCF เมื่อ วันที่ 7 มีนาคม 2548 มีมติให้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้าน บาท เป็น 2,600 ล้านบาท ปัจจุบัน LHCF อยู่ระหว่างการยื่นจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัท มหาชนจำกัด โดยจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และอยู่ ระหว่างการยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 LHCF มีทุนเรียกชำระแล้วจำนวน 100 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 1 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังคงเป็นกลุ่ม ตระกูลอัศวโภคิน ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 40 (รายละเอียดตามข้อ 1.2.4 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ LHCF และสัดส่วนการถือหุ้น) LHCF ดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซื้อขาย รับซื้อฝากจัดหาและจำหน่ายซึ่งที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ การเช่า ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน อสังหาริมทรัพย์ การให้กู้ยืมเงิน โดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน รวมถึงการประกอบธุรกิจอื่นใด อันเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ จากการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 LHCF มีสินทรัพย์รวม 307.41 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ จำนวน 80.31 ล้านบาท และเงินกู้ยืมและเงินรับฝากจากประชาชนในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 193.03 ล้านบาท ประเภทการให้บริการของ LHCF (1) เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก : LHCF ให้บริการรับฝากเงินในรูป ตั๋วสัญญาใช้เงิน (2) การให้กู้ยืม : LHCF ให้บริการเงินกู้ยืมโดยการรับจำนอง อสังหาริมทรัพย์ และโดยการรับจำนำตั๋วสัญญาใช้เงิน 1.2.2 ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ LHCF สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ LHCF ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา(ปี 2545-ปี 2547) งบดุล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2545, 2546 และ 2547 (หน่วย : ล้านบาท) สรุปงบดุล ตรวจสอบแล้ว * 31 ธ.ค. 2545 31 ธ.ค. 2546 31 ธ.ค. 2547 สินทรัพย์ เงินสดและเงินฝากสถาบันการเงิน 7.51 9.65 5.58 หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน 27.00 54.00 207.00 เงินลงทุนระยะยาว-สุทธิ 18.71 15.03 8.38 เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ 268.96 216.65 82.69 เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ-สุทธิ 267.29 214.99 80.31 ทรัพย์สินรอการขาย-สุทธิ 56.19 47.92 3.94 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์-สุทธิ 0.16 0.28 0.21 ทรัพย์สินอื่น-สุทธิ 1.35 1.32 1.99 รวมสินทรัพย์ 378.22 343.19 307.41 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก 283.95 237.29 193.03 ดอกเบี้ยค้างจ่าย 4.18 2.32 1.79 หนี้สินอื่น 1.57 2.38 3.15 รวมหนี้สิน 289.70 241.99 197.97 ส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนชำระแล้ว 100.00 100.00 100.00 ส่วนต่ำกว่าทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน (1.67) (0.00) (1.60) กำไร (ขาดทุน) สะสม จัดสรรแล้ว : สำรองตามกฎหมาย 4.60 4.60 4.60 ยังไม่ได้จัดสรร (14.41) (3.40) 6.44 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 88.52 101.20 109.44 รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 378.22 343.19 307.41 หมายเหตุ : * งบการเงินปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรายนางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 2982 สำนักงานสอบบัญชี ดี ไอ เอ งบกำไรขาดทุน สำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2545, 2546 และ 2547 (หน่วย : ล้านบาท) สรุปงบดุล ตรวจสอบแล้ว * ปี 2545 ปี 2546 ปี 2547 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล เงินให้กู้ยืมและเงินฝาก 17.41 18.45 13.68 เงินลงทุน 2.73 1.62 2.75 รวมรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล 20.15 20.07 16.43 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยและส่วนลดจ่าย 11.24 6.84 3.61 ค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงิน 0.03 0.01 0.02 รวมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 11.27 6.85 3.63 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล-สุทธิ 8.87 13.22 12.80 หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ (โอนกลับ) (0.03) (35.76) (5.50) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลหลังหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 8.90 48.98 18.30 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 2.39 4.78 11.16 ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 12.31 42.75 19.62 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ (1.02) 11.01 9.84 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท) (1.02) 11.01 9.84 จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (หุ้น) 1,000,000 1,000,000 1,000,000 หมายเหตุ : * งบการเงินปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรายนางสุวิมล กฤตยาเกียรณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขทะเบียน 2982 สำนักงานสอบบัญชี ดี ไอ เอ ฐานะทางการเงินของ LHCF ณ สิ้นปี 2547 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 307.41 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2546 ที่เท่ากับ 343.19 ล้านบาท โดยสินทรัพย์รวมส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืนจำนวน 207 ล้านบาท และเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ สุทธิ จำนวน 80.31 ล้านบาท โดยเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ สุทธิ ลดลงจากสิ้นปี 2546 ที่เท่ากับ 214.99 ล้านบาท เนื่องจากในช่วงปี 2547 LHCF ได้โอนสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ให้แก่บริษัทบริหาร สินทรัพย์แห่งหนึ่งตามมูลหนี้ค้างชำระตามสิทธิเรียกร้องจำนวน 195.95 ล้านบาท โดย LHCF ได้รับค่า ตอบแทนเป็นเงินเท่ากับมูลค่าตามบัญชีของมูลหนี้จำนวน 107.96 ล้านบาท ซึ่งในการรับโอนสินทรัพย์ดัง กล่าว บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าว ตกลงมอบหมายให้ LHCF เป็นตัวแทนในการเรียกเก็บเงิน รับชำระหนี้ และบริหารหนี้ โดยLHCF จะได้รับค่าตอบแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ ณ สิ้นปี 2547 มีจำนวนรวม 82.69 ล้านบาท จำแนกเป็น การให้กู้ยืมตามประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง :เงินให้กู้ยืม เพื่อที่อยู่อาศัย : อื่นๆ ในสัดส่วนร้อยละ 27.56 : 44.55 : 27.89 และเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และ ดอกเบี้ยค้างรับดังกล่าวจำแนกตามประเภทการจัดชั้น ดังนี้ (1) จัดชั้นปกติ จำนวน 46.96 ล้านบาท (2) จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ จำนวน 13.70 ล้านบาท (3) จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน จำนวน 0.36 ล้านบาท (4) จัดชั้นสงสัย 0.00 ล้านบาท และ (5) จัดชั้นสงสัยจะสูญ จำนวน 21.67 ล้านบาท โดย LHCF ได้ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในการระงับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืม และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ สิ้นปี 2547 หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน จำนวน 207 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2546 ที่เท่ากับ 54 ล้านบาท สาเหตุสำคัญเนื่องจากในระหว่างปี 2547 LHCF มีกระแส เงินสดรับจากการโอนสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งหนึ่ง และกระแสเงินสดรับจาก การจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย จึงได้มีการบริหารสภาพคล่องโดยการลงทุนเพิ่มในหลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญา ขายคืนซึ่งเป็นพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งจำนวน ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 3.94 ล้านบาท ซึ่งเป็น ทรัพย์สินที่ได้จากการชำระหนี้อสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในปี 2547 ทรัพย์สินรอการขายสุทธิ ณ สิ้นปี 2547 ลดลงจากสิ้นปี 2546 ที่มีจำนวน 47.92 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2547 ได้มีการทยอยขายอสังหาริมทรัพย์ที่ ได้จากการชำระหนี้ทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย นโยบายการบันทึกบัญชี ทรัพย์สินรอการขาย บันทึกตามราคาทุนที่ได้มาและแสดงในราคาทุนหักด้วยการลดค่าของทรัพย์สินรอการขาย โดย LHCF ได้กันสำรองการลดค่าของทรัพย์สินรอการขายตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2547 มีจำนวนรวม 197.97 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ เป็นเงินกู้ยืมและเงินรับฝากจำนวน 193.03 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินรับฝากจากประชาชนในรูป ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งจำนวน และส่วนใหญ่อายุเกิน 1 ปี LHCF มีโครงสร้างทรัพย์สินและหนี้สินส่วนใหญ่เป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี เงินกู้ยืมโดยส่วนใหญ่เป็นการรับฝากจากกลุ่มหมู่บ้านจัดสรรที่ต้องการเพียงดอกเบี้ยไปชำระค่า สาธารณูปโภคส่วนกลางในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม LHCF มีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนสูง แต่ไม่สามารถนำ ไปขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน และไม่คุ้มกับต้นทุนที่ LHCF ระดมมา ทั้งนี้เป็นเพราะ LHCF อยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามแผนการควบรวมกิจการทำให้มีข้อจำกัดในเรื่อง นโยบายการขยายสินเชื่อ ผลการดำเนินงานของ LHCF รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลในปี 2547 จำนวนรวม 16.43 ล้านบาท ลดลงจากปี 2545 และ 2546 ที่เท่ากับ 20.15 ล้านบาท และ 20.07 ล้าน บาทตามลำดับ สาเหตุสำคัญเนื่องจากเงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ-สุทธิ ลดลงเหลือ 80.31 ล้านบาท ณสิ้นปี 2547 เปรียบเทียบกับสิ้นปี 2545 และสิ้นปี 2546 ที่เท่ากับ 267.29 ล้านบาท และ 214.99 ล้านบาทตามลำดับ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสำหรับปี 2547 มีจำนวน 11.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2545 และปี 2546 ที่เท่ากับ 2.39 ล้านบาท และ 4.78 ล้านบาท ตามลำดับ สาเหตุสำคัญจากผลกำไร จากการจำหน่ายสินทรัพย์รอการขาย ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยสำหรับปี 2547 มีจำนวนรวม 19.62 ล้านบาท ลดลงจากในปี 2546 ที่เท่ากับ 42.75 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2546 มีผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ จำนวน 28.50 ล้านบาท รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย กำไรสุทธิสำหรับปี 2547 มีจำนวน 9.84 ล้าน บาท 1.2.3 คณะกรรมการของ LHCF คณะกรรมการของ LHCF ล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 มีจำนวน 7 ราย ดังนี้ รายชื่อ ตำแหน่ง 1.นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการ 2.นายไพโรจน์ ไพศาลศรีสมสุข กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ 3.นายอดิศักดิ์ อธิราษฎร์กุล กรรมการ 4.นางวรัญญา วงศ์สัมพันธ์เวช กรรมการ และกรรมการผู้ช่วยผู้จัดการ 5.นายสมเกียรติ นันทิวาส กรรมการ และกรรมการผู้ช่วยผู้จัดการ 6.ดร.ศิริ การเจริญดี กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ 7.นายอดุลย์ วินัยแพทย์ กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ 1.2.4 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ LHCF และสัดส่วนการถือหุ้น ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547 LHCF มีทุนจดทะเบียนจำนวน 100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 1 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) เรียกชำระแล้ว 100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 1 ล้าน หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 108 ราย ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา 106 ราย และผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลจำนวน 2 ราย ได้แก่ LH (ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 0.60) และ QH (ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 0.60) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 และสัดส่วนการถือหุ้น ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547 รายละเอียดดังนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้นที่ถือ สัดส่วนการถือหุ้น (หุ้น) (ร้อยละ) 1.นายบุญทรง อัศวโภคิน * 100,000 10.00 2.นางสาวเพียงใจ หาญพาณิชย์ * 100,000 10.00 3.นายอนันต์ อัศวโภคิน 100,000 10.00 4.นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน * 100,000 10.00 รวม 400,000 40.00 หมายเหตุ : * บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายอนันต์ อัศวโภคิน 1.2.5 แผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยของ LHCF LHCF มีแผนที่จะจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่สอดคล้องกับ แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย LHCF ได้ยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคาร พาณิชย์เพื่อรายย่อย และแผนการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่จะจัดตั้งขึ้น ต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 และได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ได้ยื่นขออนุญาตเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 แล้ว โดย LHCF จะดำเนินการตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่สำคัญ ได้แก่ (1) แปรสภาพจากบริษัทจำกัด เป็นบริษัทมหาชนจำกัด (2) เพิ่มทุนจดทะเบียนจากจากเดิม 100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 1 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) เป็น 2,600 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 26 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้น ละ 100 บาท) (3) เพิ่มทุนชำระแล้วจากเดิม 100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 1 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) เป็น 1,100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 11 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) โดยการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 10 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ในราคาเสนอ ขายหุ้นละ 140 บาท ให้แก่บุคคลในวงจำกัด ดังนี้ (ก) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 4,724,000 หุ้น เสนอ ขายให้แก่ LH (ข) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 2,964,000 หุ้น เสนอขายให้แก่ QH (ค) หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 2,100,000 หุ้น เสนอขายให้แก่คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ และ (ง) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 212,000 หุ้น เสนอขายให้แก่กรรมการ และ/หรือผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ (4) ควบรวมกิจการของ LHCF และ BC เข้าด้วยกัน โดยการที่ LHCF เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ BC และรับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญจาก BC ตามราคาตามบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว โดยพิจารณาจากงบการเงินงวดล่าสุดของ BC ที่ผ่านการตรวจสอบ หรือสอบทานจากผู้สอบบัญชี (5) จัดทำระบบงานของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ได้แก่ ระบบ และเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology System: IT) และระบบงานอื่นๆ ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งทำการติดตั้งและทดสอบระบบงานดังกล่าวให้เป็นไป ตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่กำกับดูแล (6) จัดตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2548) รวมทั้งคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ของ LHCF และคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุนของ BC ให้แก่กระทรวงการคลังภายในวันที่เปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ LHCF ครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 และ ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 ได้มีมติให้ดำเนินการตามแผนการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ได้แก่ การแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด การเพิ่มทุน และการควบรวม กิจการของ LHCF และ BC เข้าด้วยกันโดยการที่ LHCF เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ BC และรับโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญจาก BC ตามที่ระบุใน ข้อ (1) (2) (3) และ (4) ข้าง ต้นแล้ว และปัจจุบัน LHCF อยู่ระหว่างการดำเนินการจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และอยู่ ระหว่างจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนใหม่เป็นจำนวน 2,600 ล้านบาท ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยของ LHCF นั้น จะสำเร็จได้ภายใต้เงื่อนไขดังนี้ (ก) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ BC มีมติอนุมัติการควบรวมกิจการของ BC และ LHCF เข้าด้วยกัน และโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ LHCF ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการของ BC เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ได้มีมติอนุมัติการควบรวมกิจการของ BC และLHCF เข้าด้วยกัน และโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ LHCF แล้ว และให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ BC พิจารณาวาระดังกล่าว ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น BC ครั้งที่ 1/2548 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 2548 (ข) ความสำเร็จในการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 10 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 140 บาท และความสำเร็จในการเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ BC โดย LHCF จากผู้ถือ หุ้น BC เป็นการทั่วไป (ค) LHCF และ BC ได้รับอนุญาต และ/หรือ ความเห็นชอบต่างๆ ที่ จำเป็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับการดำเนินการตามข้อ (ก) และ (ข) (ง) LHCF สามารถดำเนินการต่างๆ ที่สำคัญเพื่อรองรับการ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามแผนได้เป็นที่เรียบร้อยตามข้อกำหนดของหน่วยที่กำกับดูแล ได้แก่ จัดทำระบบและเครื่องมือบริหารความเสี่ยง จัดทำแผนแม่บทด้านเทคโนโลยี ปรับปรุงนโยบายและ หลักเกณฑ์การให้กู้ยืมแก่ธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจนและสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนด แบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของฝ่ายงานภายในสายบริหารการเงินให้ชัดเจนและมีการถ่วงดุลอำนาจอย่าง เหมาะสม รวมทั้งสามารถขออนุญาตต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลเพื่อจัดตั้งและเปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2548) 1.2.6 ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของ BC สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ BC ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2545- ปี 2547) (หน่วย : ล้านบาท) สรุปงบการเงิน ตรวจสอบแล้ว * 31 ธ.ค. 2545 31 ธ.ค. 2546 31 ธ.ค. 2547 สินทรัพย์ เงินสดและเงินฝากธนาคาร 157.62 23.10 7.18 เงินลงทุน 822.91 815.40 708.11 เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ-สุทธิ 3,917.58 4,118.85 3,658.88 รวมสินทรัพย์ 5,039.68 5,178.05 4,603.05 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก 3,100.77 3,162.21 2,827.05 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ 280.00 280.00 280.00 หุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลงสภาพ 437.20 437.20 434.20 รวมหนี้สิน 3,891.46 3,911.29 3,581.63 ส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนชำระแล้ว - หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพ 500.00 500.00 500.00 ทุนชำระแล้ว-หุ้นสามัญ 916.47 916.47 918.35 ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 424.84 424.84 425.95 ส่วนเกินกว่าทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน 4.22 46.13 4.28 กำไร (ขาดทุน) สะสม จัดสรรแล้ว : สำรองตามกฎหมาย 29.07 29.07 29.07 จัดสรรแล้ว : สำรองอื่น 25.00 25.00 25.00 ยังไม่ได้จัดสรร (ขาดทุน) (751.37) (674.75) (881.24) รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 1,148.22 1,266.75 1,021.42 รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 5,039.68 5,178.05 4,603.05 งบกำไรขาดทุน รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล เงินให้กู้ยืมและเงินฝาก 256.58 242.41 203.07 เงินลงทุน 23.49 30.36 27.21 รวมรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล 280.07 272.77 230.28 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยและส่วนลดจ่าย 126.93 111.33 97.50 ค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงิน 0.05 0.06 0.05 รวมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 126.98 111.39 97.54 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล-สุทธิ 153.09 161.37 132.74 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลหลังหักหนี้สูญและหนี้ สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการปรับโครง สร้างหนี้(ขาดทุน) 144.80 79.91 (94.40) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (1.25) 104.25 16.90 ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 97.09 107.54 128.99 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 46.47 76.62 (206.49) กำไร (ขาดทุน) สุทธิ ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท) 0.25 0.42 (1.12) จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (หุ้น) 183.29 183.33 183.67 หมายเหตุ : * งบการเงินปี 2545 และปี 2546 ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรายนาย นิติ จึงนิจนิรันดร์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 3809 สำนักงานดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ งบ การเงินปี 2547 ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีราย ดร.ศุภมิตร เตชะมนตรีกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 3356 สำนักงานดีลอยท์ ทู้ชโธมัทสุ ไชยยศ สินทรัพย์รวมของ BC ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 4,603.05 ล้านบาท สินทรัพย์ที่สำคัญ ได้แก่ เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิจำนวน 3,658.88 ล้านบาท และเงินลงทุนสุทธิจำนวน 708.11 ล้านบาท หนี้สินรวมของ BC ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 3,581.63 ล้านบาท หนี้สินที่สำคัญ ได้แก่ เงินกู้ยืมและเงินรับ ฝากจำนวน 2,827.05 ล้านบาท หุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลงสภาพจำนวน 434.20 ล้านบาท และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ จำนวน 280 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,021.42 ล้านบาท ผลการดำเนินงานของ BC ในปี 2547 มีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจำนวน 132.74 ล้านบาท อย่างไรก็ตามได้มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญในปี 2547 จำนวน 62.22 ล้านบาท และมีการ ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 165.54 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิหลัง หักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ติดลบหรือขาดทุนจำนวน 94.40 ล้านบาท ผลการดำเนินงานปี 2547 มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 206.49 ล้านบาท 1.2.7 ขั้นตอนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้ ขั้นตอน ระยะเวลา 1.LHCF ยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย 19 กรกฎาคม 2547 และแผนดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่จัดตั้ง ขึ้นต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ 30 ธันวาคม 2547 LHCF ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามแผน 3.ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ LHCF มีมติที่สำคัญ ได้แก่ 7 มีนาคม 2548 - แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด - เพิ่มทุน / จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน - รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่ สำคัญจาก BC 4.ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2548 ของ BC เพื่อพิจารณา 18 เมษายน 2548 - ควบรวมกิจการของ BC และ LHCF เข้าด้วยกัน และโอน สินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ ของ BC ให้แก่ LHCF 5.ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2548 ของ LH และของ QH 19 เมษายน 2548 เพื่อพิจารณา - ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF 6.BC ดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลง ประมาณเมษายน 2548 สภาพ ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย 7.LHCF เรียกชำระเงินเพิ่มทุน ภายหลังจากได้รับความเห็นชอบ ประมาณพฤษภาคม 2548 จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง 8.LHCF ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ BC โดยสมัครใจ (Voluntary ประมาณพฤษภาคม Tender Offer) -มิถุนายน 2548 9.LHCF รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่ ประมาณกรกฎาคม 2548 สำคัญจาก BC ตามมูลค่าตามบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Book Value) ของ BC ตามงบการเงินล่าสุดของ BC ที่ผ่านการ ตรวจสอบหรือสอบทานจากผู้สอบบัญชีของ BC 10.BC ดำเนินการลดทุนลงเหลือ 100 ล้านบาท เพื่อคืนเงินลงทุน ประมาณกันยายน 2548 ให้แก่ LHCF เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เพื่อ รายย่อย ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศ ไทย และกระทรวงการคลัง 11.LHCF ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อ ประมาณกันยายน 2548 รายย่อยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ทั้งนี้ LHCF คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ BC คืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุน ให้แก่กระทรวงการคลัง ภายในวันที่เปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอ จัดตั้งขึ้นใหม่) หมายเหตุ : (1) ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาโดยประมาณซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ (2) ภายหลังจากที่ BC ได้โอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ LHCF แล้ว LHCF จะประกอบธุรกิจตามปกติภายใต้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ต่อไป อย่างไรก็ตาม LHCF จะขอผ่อนผันให้สามารถประกอบธุรกิจเงินทุนก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อย เนื่องจาก LHCF ได้รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันจาก BC ทั้งนี้ LHCF จะพิจารณา ที่จะให้ BC ดำเนินธุรกิจประเภทอื่นต่อไป หรือเลิกและชำระบัญชี BC หรือดำเนินการใดๆ ตามความ เหมาะสมซึ่งเป็นไปตามประกาศ กฎเกณฑ์ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 1.2.8 ราคาที่ LHCF รับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันจาก BC การโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันที่สำคัญบางส่วนหรือทั้งหมด จาก BC ให้แก่ LHCF จะใช้ราคาตามมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Book Value) จากงบ การเงินงวดล่าสุดของ BC ที่ผ่านการตรวจสอบหรือสอบทานจากผู้สอบบัญชีของ BC โดยมีวิธีการกำหนด ราคาตามมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Book Value) ดังนี้ รายการสินทรัพย์ / หนี้สิน วิธีการกำหนดราคาตามมูลค่าทางบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว ที่คาดว่าจะโอน (Adjusted Book Value) 1.เงินสดและเงินฝากสถาบันการเงิน ตามจำนวนที่มีอยู่ ณ วันทำการโอนสินทรัพย์ 2.เงินลงทุน ตามมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ทำการโอนสินทรัพย์ โดยอ้างอิงจากราคาตลาด (ถ้ามี) 3.เงินให้กู้ยืม ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างรับ 3.1 ลูกหนี้ปกติ ราคาตามบัญชีปรับปรุงด้วยการรับชำระหนี้หรือการให้ กู้ยืมเพิ่ม (ถ้ามี) 3.2 ลูกหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ ราคาตามบัญชี หรือมูลค่ายุติธรรม 3.3 ลูกหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน ราคาตามบัญชี หรือมูลค่ายุติธรรม 3.4 ลูกหนี้สงสัย ราคาตามบัญชี หรือมูลค่ายุติธรรม 3.5 ลูกหนี้สงสัยจะสูญ ราคาตามบัญชี หรือมูลค่ายุติธรรม 4.ทรัพย์สินรอการขาย ราคาตามบัญชี และ/หรือราคาประเมินโดยผู้ประเมิน ราคาอิสระ ปรับปรุงด้วยรายการเพิ่มขึ้นหรือลดลง(ถ้ามี) 5.สินทรัพย์ถาวร ราคาตามบัญชี และ/หรือราคาประเมินโดยผู้ประเมิน ราคาอิสระปรับปรุงด้วยการซื้อเพิ่มหรือการจำหน่าย (ถ้ามี) 6.สินทรัพย์อื่นๆ ราคาตามบัญชี และ/หรือราคาประเมินโดยผู้ประเมิน ราคาอิสระ ปรับปรุงด้วยรายการเพิ่มขึ้นหรือลดลง (ถ้ามี) 7.เงินกู้ยืมและเงินรับฝาก ตามจำนวนคงค้างที่มีอยู่ ณ วันที่ทำการโอนสินทรัพย์ / หนี้สิน 8.หลักทรัพย์ขายโดยมีสัญญาซื้อคืน ตามจำนวนคงค้างที่มีอยู่ ณ วันที่ทำการโอนสินทรัพย์ /หนี้สิน 9.ดอกเบี้ยค้างจ่าย ราคาตามบัญชี ปรับปรุงด้วยดอกเบี้ยค้างจ่ายที่เกิดขึ้น จากวันสิ้นงวดงบการเงินงวดล่าสุดจนถึงวันโอน 10.หนี้สินอื่นๆ ราคาตามบัญชี ปรับลดโดยการจ่ายชำระคืน (ถ้ามี) หรือปรับเพิ่มด้วยหนี้สินที่เพิ่มขึ้น (ถ้ามี) 11.ภาระผูกพันอื่นๆ ตามมูลค่าตามสัญญาหรือตามที่เกิดขึ้นจริง ที่มา : จากรายงานการประชุมคณะกรรมการ BC ครั้งที่ 2/2548 ประชุมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ทั้งนี้ จะต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น BC ในวันที่ 18 เมษายน 2548 1.2.9 ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ 1.2.9.1 ทุนจดทะเบียน และทุนเรียกชำระแล้ว ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่จะมีสถานะเป็น บริษัทมหาชนจำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,600 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 26 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้น ละ 100บาท) ทุนเรียกชำระแล้วเมื่อเริ่มจัดตั้งจำนวน 1,100 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 11 ล้านหุ้น มูลค่าที่ ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) และจะทยอยดำเนินการเพิ่มทุนชำระแล้วให้เป็น 2,600 ล้านบาท ภายในปีที่ 3 1.2.9.2 ผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ ประกอบด้วย ผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้นที่ถือ สัดส่วนการถือหุ้น (หุ้น) (ร้อยละ) 1.บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) 4,730,000 43.00 2.บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) 2,970,000 27.00 3.นางสาวเพียงใจ หาญพาณิชย์ * 2,200,000 20.00 4.กลุ่มผู้บริหารธนาคารพาณิชย์และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ 1,100,000 10.00 รวม 11,000,000 100.00 หมายเหตุ : * บุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายอนันต์ อัศวโภคิน 1.2.9.3 คณะกรรมการ และผู้บริหาร ของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ ประกอบด้วย รายชื่อ ตำแหน่ง 1.นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ 2.นายชีระ สุริยาศศิน กรรมการ กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหาร 3.นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการ 4.นายไพโรจน์ ไพศาลศรีสมสุข กรรมการ 5.นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการ 6.นายนนท์จิตร ตุลยานนท์ กรรมการ 7.ดร.ศิริ การเจริญดี กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ 8.นายอดุลย์ วินัยแพทย์ กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ 9.นายพิภพ วีระพงษ์ กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ หมายเหตุ : LHCF จะต้องเสนอรายชื่อประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ ใหญ่ คณะกรรมการ และผู้บริหารระดับสูง ของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบก่อนเปิดดำเนินการ 1.2.9.4 เป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ มีเป้าหมายที่จะ มุ่งสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยชั้นนำที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานการบริการที่ดี และมีส่วนร่วมในการ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกรรมดังต่อไปนี้ (1) การให้บริการแก่ประชาชนรายย่อยด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่ อาศัย (2) การให้บริการสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมเพื่อเป็นเงินทุนในการขยายกิจการ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป ซึ่งจะแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์หลักสอง ประเภท ได้แก่ วงเงินกู้ยืมระยะปานกลางหรือระยะยาว และสินเชื่อเพื่อการซื้อลดลูกหนี้การค้า (3) การให้บริการด้านเงินฝากแก่ประชาชนทั่วไปและนิติ บุคคล (4) ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ส่งเสริมการลงทุนด้วย อัตราผลตอบแทนที่จูงใจ เช่น การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขว่ากฎระเบียบที่ เกี่ยวข้องอำนวยให้ดำเนินการได้ในเชิงธุรกิจ (5) ให้บริการทางการเงินอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ ลูกค้า เช่น การให้บริการเบิกถอนเงินทางอิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น 1.2.9.5 กลยุทธ์การแข่งขันและแผนธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ จากการคาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า ที่คาด ว่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2547 ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่จึงมีแผน ขยายการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปีแรก เพื่อให้ได้มาซึ่งส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยจะ ใช้แหล่งเงินทุนจากการระดมเงินฝากเป็นหลัก และใช้แหล่งเงินกู้ยืมระยะยาวในรูปตราสารหนี้ ทั้งนี้ มีนโย บายที่จะดำรงอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดของธนาคารแห่งประเทศ ไทย โดยมีส่วนเกินที่มากพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป เพื่อสนับสนุนการขยายตัวดังกล่าว ในระยะ 3 ปีแรกมีนโยบาย ที่จะทำการเปิดสาขา 20 แห่ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ในด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จะให้ความสำคัญเป็นธุรกิจหลัก โดยมีเป้าหมายให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 70 ของเงินให้สินเชื่อ รวม โดยให้ความสำคัญในการคัดเลือกลูกค้าที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพในการชำระหนี้ โดยกลุ่มลูกค้า เป้าหมาย ได้แก่ ผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 15 อันดับแรก ในด้านสินเชื่อเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะให้ ความสำคัญด้านซื้อลดลูกหนี้การค้า สำหรับสินเชื่อระยะปานกลางและระยะยาวจะมุ่งเน้นลูกค้าเป้าหมายใน อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ โดยจะนำเสนอวงเงินสินเชื่อและเงื่อนไขที่ เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้บริการด้านสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในสัดส่วน ประมาณร้อยละ 30 40 ของเงินให้สินเชื่อรวม ด้านอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขในการกู้ยืม มีนโยบายกำหนด อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ยืมที่แข่งขันได้ ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับระบบการพิจารณาและอนุมัติ สินเชื่อที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้บริการด้านอื่นๆ ที่มุ่งเน้นสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า การกันสำรองและการจัดชั้นของสินทรัพย์ มีนโยบายที่จะปฏิบัติ ตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ไม่มีนโยบาย การทำธุรกรรมทางธุรกิจ (ให้กู้ยืม / รับฝากเงิน) กับธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ QH, LH และกลุ่ม บริษัทที่มีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แตกต่างไปจากเงื่อนไขทางการค้าโดยทั่วไปกับการทำธุรกรรมทาง ธุรกิจกับลูกค้าทั่วไปแต่อย่างใด 1.3 มูลค่าสิ่งตอบแทน มูลค่าการทำรายการที่ QH จะเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF เป็นจำนวนเงิน รวม 414,960,000 บาท โดยการเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น ในราคา หุ้นละ 140 บาท การทำรายการดังกล่าวข้างต้นจะชำระค่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเป็นเงินสด โดยแหล่งเงินทุน ที่ใช้ในการลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF จะมาเงินทุนหมุนเวียนของ QH 1.4 บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว QH และ LHCF มีผู้ถือหุ้น และ/หรือ กรรมการร่วมกัน รายละเอียดดังนี้ 1.4.1 การถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้อง 1.4.1.1 กลุ่มนายอนันต์ อัศวโภคิน ถือหุ้นในบริษัทรวมกันในสัดส่วน ร้อยละ 7.90 (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) และถือหุ้นใน LHCFรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 40 (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) การถือหุ้นใน QH การถือหุ้นในLHCF (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) จำนวนหุ้น ร้อยละ จำนวนหุ้น ร้อยละ กลุ่มนายอนันต์ อัศวโภคิน * 482,845,100 7.90 400,000 40.00 หมายเหตุ : * รวมการถือหุ้นโดยผู้เกี่ยวข้องและญาติสนิท 1.4.1.2 LH ซึ่งเป็นบริษัทที่กลุ่มนายอนันต์ อัศวโภคิน ถือหุ้นรวมกันใน สัดส่วนร้อยละ 31.64 (ณ วันที่ 7 มกราคม 2548) โดย LH เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท และถือหุ้นใน LHCF รายละเอียดดังนี้ การถือหุ้นใน QH การถือหุ้นในLHCF (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) จำนวนหุ้น ร้อยละ จำนวนหุ้น ร้อยละ LH 1,335,330,265 21.84 6,000 0.60 หมายเหตุ: LH และ QH ถือหุ้นใน LHCF (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) รายละร้อยละ 0.60 1.4.1.3 ผู้บริหารของบริษัทซึ่งไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน จำนวน 3 ราย ถือหุ้นในบริษัทรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 0.17 (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) และถือหุ้นใน LHCF รวมกัน ในสัดส่วนร้อยละ 1.80 (ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2547) 1.4.2 การบริหาร QH และ LHCF มีกรรมการร่วมกันจำนวน 2 ราย นอกจากนี้ นายอนันต์ อัศวโภคิน ดำรงตำแหน่งกรรมการ และกรรมการบริหารของบริษัท จะได้รับการเสนอให้เป็นประธาน กรรมการของ LHCF รายละเอียดดังนี้ รายชื่อ การดำรงตำแหน่งใน QH การดำรงตำแหน่งใน LHCF นายอดุลย์ วินัยแพทย์ กรรมการ กรรมการอิสระ กรรมการ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ และกรรมการตรวจสอบ นางสุวรรณา พุทธประสาท กรรมการ กรรมการ และรองกรรมการผู้จัดการ นายอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการ จะได้รับการเสนอเป็นประธาน และกรรมการบริหาร กรรมการของLHCF 1.4.3 โครงสร้างการถือหุ้นของ LHCF ที่อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทาง ผลประโยชน์ แผนการเพิ่มทุนของ LHCF ตามคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อ รายย่อยซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น โครงสร้างการถือหุ้นของ LHCF ภายหลัง การเพิ่มทุนชำระแล้วเป็น 1,100 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) LH ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 43 (2) QH ถือ หุ้นในสัดส่วนร้อยละ 27 (3) คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 20 และ (4) กลุ่มผู้บริหาร ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยและผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 10 (รายละเอียดตามข้อ 1.2.9.2 ผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่) โครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าว คุณ เพียงใจ หาญพาณิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกับ LH และ QH เนื่องจากเป็นผู้มีความสัมพันธ์ทาง สายโลหิตกับคุณอนันต์ อัศวโภคิน โดยกลุ่มคุณอนันต์ อัศวโภคิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน LH ในสัดส่วนร้อยละ 31.64( ณ วันที่ 7 มกราคม 2548) และกลุ่มคุณอนันต์ อัศวโภคิน ถือหุ้น QH รวมกันในสัดส่วนร้อยละ 7.90 (ณ วันที่ 21 มกราคม 2548) นอกจากนี้ คุณอนันต์ อัศวโภคิน เป็นกรรมการใน LH และ QH การที่คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ จะเข้าถือหุ้น LHCF ในสัดส่วนมากกว่า ร้อยละ 10 ซึ่ง LHCF จะเป็นบริษัทร่วมของ LH และของ QH ในอนาคตนั้น โครงสร้างการถือหุ้นดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การดำรงสถานะเป็นบริษัทจด ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ เหตุผล ความจำเป็น และที่มาของการกำหนดโครงสร้างการ ถือหุ้นดังกล่าว เนื่องจากตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอ อนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2547 ข้อ 4.6 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถ ยื่นคำขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไว้ว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำขอจะต้องไม่มีบุคคลอื่น เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลักรายใหม่ ตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีลงนามในประกาศฉบับนี้จนถึงที่ได้รับอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์หรือจนถึงวันที่ได้ รับแจ้งไม่เห็นชอบกับคำขอที่ยื่น แล้วแต่กรณี โดยผู้ถือหุ้นหลัก หมายความว่า ผู้มีอำนาจควบคุม ซึ่งถือหุ้น ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป ซึ่งก่อนยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ และสามี คือ คุณบุญทรง อัศวโภคิน ถือหุ้น LHCF ในสัดส่วนรายละร้อยละ 10 รวมกันเท่ากับร้อยละ 20 และเนื่องจากคุณบุญทรง อัศวโภคิน เสียชีวิตแล้วและได้ทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้แก่คุณเพียงใจ หาญ พาณิชย์ ดังนั้นคุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ จึงต้องถือหุ้น LHCF ในสัดส่วนร้อยละ 20 ตามเงื่อนไขที่กล่าวข้าง ต้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยตามแผนแล้ว อย่างไรก็ตาม การจะเข้าถือหุ้นในบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เกินสัดส่วนร้อยละ 10 และการ จะเข้าถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์เกินสัดส่วนร้อยละ 5 ต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ LHCF ได้ยื่นขอผ่อนผันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวง การคลังให้คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ ถือหุ้น LHCF และถือหุ้นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่ ในสัดส่วนร้อยละ 20 เป็นระยะเวลา 10 ปี ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดัง กล่าว อย่างไรก็ตาม แนวทางการขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจจะ เกิดขึ้นดังกล่าว ได้แก่ (ก) ลักษณะการประกอบธุรกิจของ LHCF ซึ่งปัจจุบันประกอบธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ และได้ยื่นขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ไม่เป็นการแข่งขันกับการประกอบ ธุรกิจหลักของ LH และ QH ซึ่งประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ข) ในอนาคตธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีนโยบายเพิ่มทุนโดย การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ดังนั้น สัดส่วนการถือหุ้นของคุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ จะ ลดสัดส่วนลงภายหลังจากการเสนอขายหุ้นดังกล่าว (ค) คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นใน ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยไม่เกินสัดส่วนร้อยละ 5 ตามระยะเวลาที่จะได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่ง ประเทศไทย และกระทรวงการคลัง (ง) คุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของ LHCF หรือของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่แต่อย่างใด (จ) ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งขึ้นใหม่จะต้องมี กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ LH และ QH เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โครงสร้าง คณะกรรมการต้องมีกรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ เพื่อพิจารณาเรื่องการขัดแย้งทางผลประโยชน์ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย 2. ความสมเหตุสมผลของรายการ เมื่อพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของรายการ ยูไนเต็ดขอเสนอความเห็นดังต่อไปนี้ 2.1 วัตถุประสงค์ในการทำรายการ และความจำเป็นที่ต้องทำรายการ การที่ QH จะเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของ LHCF ตามรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ QH ใน LHCF เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 จากเดิมที่ถือหุ้น LHCF ในสัดส่วน ร้อยละ 0.60 นั้น มีวัตถุประสงค์และความจำเป็นที่ต้องทำรายการดังนี้ (ก) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทและบริษัทย่อย QH และบริษัทย่อยประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งประกอบด้วย (1) ราย ได้จากการขายบ้านพร้อมที่ดิน (2) รายได้จากการขายหน่วยในอาคารชุดพักอาศัย (3) รายได้จากค่าเช่า พื้นที่ในอาคารสำนักงานและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง และ (4) รายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในอาคารพักอาศัยและค่า บริการที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2547 QH และบริษัทย่อยมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7,002.77 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97.37 ต่อรายได้รวม ทั้งนี้ QH มีนโยบายสร้างที่อยู่อาศัยเสร็จก่อนขายใน ลักษณะบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุดพักอาศัย เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายระดับกลางถึงสูง นอกจากนี้ QH และบริษัทย่อยมีนโยบายให้บริการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายบริษัทขนาด กลางและขนาดใหญ่ และให้บริการอาคารที่พักอาศัยแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อธุรกิจ หรือทำงานในองค์กรต่างๆ การที่ QH จะเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF ตามรายละเอียด ดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้ QH ถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ในสัดส่วนร้อยละ 27 เนื่องจาก LHCF มีแผนประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยซึ่งแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 แล้ว ทั้งนี้ LHCF จะดำเนินการตามแผนการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยโดยจะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ BC และรับโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพัน ทั้งหมดหรือบางส่วนจาก BC นอกจากนี้ ทาง LH ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ QH ในสัดส่วนร้อยละ 21.84 (ณ วัน ที่ 21 มกราคม 2548) จะเข้าลงทุนในธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยในสัดส่วนร้อยละ 43 ด้วย ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่มีเป้าหมายที่จะให้บริการเงิน ให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยในสัดส่วนร้อยละ 60-70 ของเงินให้กู้ยืมรวม โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ซื้อที่ อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 15 อันดับแรก ดังนั้น ย่อมจะช่วยสนับสนุนต่อการประกอบ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ QH เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่สามารถ ที่จะให้บริการเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยแก่ลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำซึ่ง รวมถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ซื้อที่อยู่อาศัยของ QH อันจะเป็นการเพิ่มทางเลือกด้านการให้บริการสินเชื่อแก่ ลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของ QH รวมทั้ง QH จะสามารถให้บริการครบวงจรแก่ลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย การสร้าง ที่อยู่อาศัยเพื่อขาย และการแนะนำบริการการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีและ สนับสนุนการประกอบธุรกิจหลักของ QH (ข) เพื่อขยายการดำเนินธุรกิจของ QH อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการ สร้างรายได้และผลกำไร และลดความเสี่ยงจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักใน ปัจจุบัน QH มีนโยบายลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในธุรกิจที่เสริมและธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานธุรกิจของบริษัท การที่ QH จะลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF สอดคล้อง กับนโยบายการลงทุนของบริษัท และเป็นการขยายการดำเนินธุรกิจของ QH ไปสู่การให้บริการทางการเงิน เนื่องจาก LHCF มีแผนประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 ทั้งนี้ LHCF จะดำเนินการตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อยโดยจะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ BC และรับโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วน จาก BC การที่ QH จะลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จนมีผลให้สัดส่วน การถือหุ้นใน LHCF เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 ส่งผลให้ QH สามารถส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการใน ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่เพื่อร่วมกำหนดนโยบายและร่วมบริหารงาน ซึ่งจะเป็นการขยาย การดำเนินธุรกิจของ QH เข้าสู่ธุรกิจการเงิน อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไร ให้กับ QH ในอนาคต และจะช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่มาของรายได้หลักในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 QH และบริษัทย่อย มีรายได้จากการประกอบธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ต่อรายได้รวมในสัดส่วนร้อยละ 95 ร้อยละ 96 และร้อยละ 97 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังถือ เป็นโอกาสในการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพที่ดีและมีอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจที่น่าจะส่งผลตอบแทนที่ดี ให้แก่ผู้ถือหุ้น 2.2 ข้อดี และข้อด้อยระหว่างการทำรายการกับการไม่ทำรายการ เมื่อพิจารณาข้อดี และข้อด้อยระหว่างการทำรายการกับการไม่ทำรายการ ยูไน เต็ดขอเสนอความเห็นดังต่อไปนี้ (ก) ผลกระทบต่อสภาพคล่อง ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน และ โครงสร้างเงินทุนของบริษัท การที่ QH จะเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF คิดเป็นจำนวนเงิน 414.96 ล้านบาท แหล่งเงินทุนที่ใช้จะมาจากเงินทุนหมุนเวียน ในกรณีที่ QH ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด จะส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนสภาพคล่อง และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว ดังนี้ งบการเงินของ QH ปรับปรุงโดยลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุน และบริษัทย่อย ของLHCFจำนวน 414.96 ล้านบาท ณ 31 ธ.ค.2547 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (ล้านบาท) 802.87 387.91 ลูกหนี้การค้า-สุทธิ (ล้านบาท) 101.70 101.70 สินทรัพย์หมุนเวียน (ล้านบาท) 7,661.02 7,246.06 หนี้สินหมุนเวียน (ล้านบาท) 4,745.37 4,745.37 อัตราส่วนสภาพคล่อง (เท่า) * 1.61 1.53 อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว (เท่า) ** 0.19 0.10 หมายเหตุ : * อัตราส่วนสภาพคล่อง = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน ** อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว = (เงินสดและเงินฝากธนาคาร + หลักทรัพย์ในความ ต้องการของตลาด + ลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับ) / หนี้สินหมุนเวียน จะเห็นได้ว่ากรณีที่ QH ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสด จะส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนสภาพคล่อง และอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเวียนให้ลดลงเล็กน้อย จาก เดิม 1.61 เท่า เป็น 1.53 เท่า และจาก 0.19 เท่า เป็น 0.10 เท่า หรือในกรณีที่ QH ใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนในหุ้น สามัญเพิ่มทุนของ LHCF ทั้งจำนวน โดยสมมติฐานว่าเงินกู้ยืมมีอัตราดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 4.50 ถึง 5.00 ต่อปี จะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของ QH โดยจะส่งผลให้ QH มีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นปีละ ประมาณ 18.67-20.75 ล้านบาท ดอกเบี้ยจ่ายดังกล่าวสามารถประหยัดภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อย ละ 30 คิดเป็นดอกเบี้ยหลังภาษีจำนวน 13.07 14.53 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ QH ลดลงปีละประมาณ 13.07-14.53 ล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นลดลง 0.003 บาท/หุ้น จากเดิมกำไรต่อหุ้น 0.16 บาท/หุ้น เป็น 0.157 บาท/หุ้น รายละเอียดดังนี้ งบการเงินของ QH ปรับปรุงโดยการกู้ยืมเพื่อนำไป และบริษัทย่อย ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ ณ 31 ธ.ค.2547 LHCF จำนวน 414.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ (ล้านบาท) 964.70 950.17-951.63 จำนวนหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (ล้านหุ้น) 6,063.0 6,063.0 กำไรสุทธิต่อหุ้น (บาท/หุ้น) 0.16 0.157 ขณะเดียวกันกรณี QH ใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนในหุ้น สามัญเพิ่มทุนของ LHCF ทั้งจำนวน จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือ หุ้นของ QH ดังนี้ งบการเงินของ QH ปรับปรุงโดยการกู้ยืมเพื่อนำไป และบริษัทย่อย ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ ณ 31 ธ.ค.2547 LHCF จำนวน 414.96 ล้านบาท หนี้สินรวม (ล้านบาท) 9,665.53 10,080.49 ส่วนของผู้ถือหุ้น (ล้านบาท) 6,431.48 6,431.48 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 1.50 1.57 จะเห็นได้ว่ากรณี QH กู้ยืมเงินจำนวน 414.96 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จะส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของ QH ให้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิม 1.50 เท่า เป็น 1.57 เท่า ทั้งนี้ ตามแผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยของ LHCF นั้น ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่จะทยอยเพิ่มทุนจาก 1,100 ล้านบาท ให้เป็น 2,600 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2-3 ปี และในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหุ้น เดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในราคาเสนอขายตามมูลค่าที่ตราไว้ และกรณี QH มีความประสงค์ที่จะรักษา สัดส่วนการถือหุ้นเดิมไว้ที่ร้อยละ 27 จะต้องลงทุนเพิ่มอีกจำนวน 405 ล้านบาท นอกจากนี้ กรณีที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่มีผล ประกอบการที่มีผลขาดทุนจะส่งกระทบในแง่ลบต่อมูลค่าเงินลงทุนที่ QH ได้ลงทุนไปแล้ว ทำให้มูลค่าเงินลงทุน ดังกล่าวลดลง และส่งผลให้ QH รับรู้ผลขาดทุนจากการลงทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่มีผลประกอบการที่มีผลกำไรก็จะส่งผลในแง่บวกต่อฐานะทางการเงินและผลการ ดำเนินของ QH ในแง่เงินลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และ QH สามารถรับรู้รายได้จากการลงทุนดังกล่าว (ข) ผลกระทบต่อการผลิต การตลาด และความสามารถในการแข่งขัน การที่ QH จะเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF และ LHCF มีแผน ที่จะขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย และธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่มีเป้าหมายประกอบ ธุรกิจการให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยแก่รายย่อย โดยมีสัดส่วนเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยประมาณร้อยละ 60 70 ของเงินให้กู้ยืมรวม น่าจะส่งผลดีต่อการผลิต การตลาด และความสามารถในการแข่งขันของ QH เนื่องจาก QH สามารถให้บริการลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยได้ครบวงจร ได้แก่ สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อขายแก่ลูกค้า กลุ่มเป้าหมายและแนะนำลูกค้าดังกล่าวให้ใช้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอ จัดตั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้ากลุ้มเป้าหมายของ QH นอกจากนี้ QH และ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่สามารถร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสนับสนุนการการประกอบ ธุรกิจ เช่น ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ให้กู้ยืมแก่ลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยโครงการต่างๆ ของ QH ในลักษณะเช่นเดียวกับที่ QH ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ ในปัจจุบัน การดำเนินการดังกล่าวน่า จะส่งผลในแง่บวกต่อการผลิต การตลาด และศักยภาพในการแข่งขันของ QH (ค) ผลกระทบจากการลงทุนในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ซึ่งแตกต่างจากการ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก การที่ QH จะลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จนมีผลให้สัดส่วน การถือหุ้นใน LHCF เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 27 ซึ่งเป็นการถือหุ้นในสัดส่วนที่จะส่งผลให้ QH สามารถส่งตัวแทน เข้าร่วมเป็นกรรมการในธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่เพื่อร่วมกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจ และร่วมบริหาร เนื่องจากการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์แตกต่างจากการประกอบ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ QH ดังนั้น QH จึงมีความเสี่ยงในแง่ที่อาจขาดบุคลากรที่มี ประสบการณ์และความชำนาญในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ที่จะเป็นตัวแทนของบริษัทเข้าร่วม บริหารงานในธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ ได้โอนผู้บริหารและพนักงานของ LHCF และ BC ซึ่งมีประสบการณ์ในการ ประกอบธุรกิจการเงินการธนาคาร เข้าปฏิบัติงานในธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ รวมทั้งได้มี การสรรหาบุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม จึงน่าจะทำให้ การบริหารงานและการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่มีความพร้อมในระดับที่ เหมาะสม นอกจากนี้ แผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยของ LHCF ที่ได้ยื่นต่อธนาคารแห่งประเทศ ไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 นั้น ได้มีการระบุถึงกลยุทธ์และนโยบายการประกอบธุรกิจของ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ บุคลากรที่จะใช้ นโยบายบริหารความเสี่ยง การจัดเตรียมระบบ สารสนเทศ ซึ่งได้รับการตรวจสอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ว่าพอเพียงที่จะมีคุณสมบัติในการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (ง) ผลกระทบกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่เปิด ดำเนินการล่าช้า หรือไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามกำหนด ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่จะต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ LHCF ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ดำเนินการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2548) นอกจากนี้ ก่อนที่จะขอใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจากหน่วยงานที่กำกับดูแล และก่อนที่เปิดดำเนินการ LHCF จะต้องดำเนิน การต่างๆ ที่สำคัญเพื่อรองรับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามแผนได้เป็นที่เรียบร้อยตาม ข้อกำหนดของหน่วยที่กำกับดูแล ได้แก่ จัดทำระบบและเครื่องมือบริหารความเสี่ยง จัดทำแผนแม่บทด้าน เทคโนโลยี ปรับปรุงนโยบายและหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมแก่ธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจนและสอดคล้องกับ แนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด แบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของฝ่ายงานภายในสายบริหารการเงินให้ ชัดเจนและมีการถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ดังนั้น LHCF จึงมีความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถปรับปรุงระบบงาน ต่างๆ ได้เสร็จทันตามกำหนด ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่เปิดดำเนินการล่าช้า หรือไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ตามกำหนด อันจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการลงทุนของ QH ใน LHCF อย่างไรก็ตาม LHCF ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานที่ดูแลเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยเพื่อ ปรับปรุงระบบงานต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น และได้มีการจัดเตรียมบุคลากรและสถานที่ของธนาคารพาณิชย์เพื่อ รายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่ รวมทั้งได้มีการประสานงานและรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการจัดตั้งธนาคาร พาณิชย์เพื่อรายย่อยต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลเป็นประจำทุกเดือน จึงน่าจะส่งผลให้สามารถขอใบอนุญาต ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยและเปิดดำเนินการได้ทันตามกำหนด นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุ จำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็น ชอบ (ภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2548) ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล สามารถที่จะ พิจารณาผ่อนผันโดยกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ได้ (จ) ความเสี่ยงหรือเงื่อนไขที่อาจทำให้แผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อย ไม่สามารถจัดตั้งได้ ความเสี่ยงหรือเงื่อนไขที่อาจทำให้แผนการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อยไม่สามารถจัดตั้งได้ ดังนี้ (1) LHCF ไม่ได้รับอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย และ/หรือ กระทรวงการคลังให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 100 ล้านบาท เป็น 2,600 ล้านบาท (2) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ BC ไม่อนุมัติให้ BC โอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ LHCF (3) LHCF และ BC ไม่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในการที่ LHCF จะรับโอนสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันจาก BC และการที่ BC จะโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระผูกพันให้แก่ LHCF (4) LH, QH และคุณเพียงใจ หาญพาณิชย์ ไม่ได้รับอนุญาตจาก กระทรวงการคลัง และ/หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ/หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ถือหุ้นใน LHCF ตามที่กล่าวในข้อ 1.2.9.2 (5) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ LH และ/หรือของ QH ไม่อนุมัติให้ LH และ/หรือ QH เข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF (6) LHCF ไม่ประสบผลสำเร็จในการขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 10 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 140 บาท (7) LHCF ไม่ประสบผลสำเร็จในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ BC จากผู้ถือหุ้น BC เป็นการทั่วไป (Voluntary Tender Offer) (8) LHCF ไม่ประสบผลสำเร็จในการปรับปรุงระบบงานของ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยได้ตามเกณฑ์ของหน่วยงานที่กำกับดูแล 2.3 ข้อดี และข้อด้อยระหว่างการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกับทำรายการ กับบุคคลภายนอก 2.3.1 ความจำเป็นที่ต้องทำรายการกับบุคลที่เกี่ยวโยงกัน และเหตุผลที่บริษัท ไม่ทำรายการดังกล่าวกับบุคคลภายนอก ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ได้กำหนดมาตรการส่งเสริมประสิทธิภาพระบบสถาบันการเงิน โดยจัดรูปแบบและบทบาท ของสถาบันการเงินให้มีความชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินสามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของประชาชนได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนจากการมีสถาบันการเงินหลากหลายประเภทที่ ให้บริการแบบเดียวกันแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันในระบบ และสอดรับกับสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งแนวโน้มใน อนาคต ดังนี้ (1) จัดระเบียบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินไทยในระยะ ต่อไปจะมีเพียง 2 รูปแบบ คือ (ก) ธนาคารพาณิชย์ สำหรับสถาบันการเงินที่มีความสามารถและมีทุน เพียงพอ โดยธนาคารพาณิชย์ประเภทนี้จะสามารถให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าได้ทุกกลุ่มและทำธุรกรรม ทางการเงินได้เกือบทุกประเภท ยกเว้นการออกกรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิต การรับประกันการจัด จำหน่าย (Underwrite) ตราสารทุน การเป็นนายหน้าและผู้ค้าตราสารทุน ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องมี เงินกองทุนชั้นที่1 ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และ (ข) ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย สำหรับสถาบัน การเงินที่มีความสามารถแต่มีเงินทุนน้อยกว่า ธนาคารพาณิชย์ประเภทนี้จะให้บริการทางการเงินแก่ ประชาชนรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายใต้เงื่อนไขด้านปริมาณการให้สินเชื่อต่อรายตาม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้เกือบทุกประเภท ยกเว้นการออก กรมธรรม์ประกันภัยหรือประกันชีวิต การรับประกันการจัดจำหน่าย (Underwrite) ตราสารทุน การเป็น นายหน้าและผู้ค้าตราสารทุน ธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ (เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตราสารอนุพันธ์ (เว้นแต่จะเป็นการป้องกัน ความเสี่ยงสำหรับตนเอง) ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจะต้องมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท โดยในช่วง 1-3 ปีแรก จะให้เฉพาะบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่เปิดดำเนินการอยู่ ในขณะนี้และมีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถยื่นขออนุญาตปรับสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงินประเภทต่างๆ (Level playing field) โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านขอบเขตการประกอบธุรกิจดังเช่นที่ผ่านมา (2) จัดระเบียบสถาบันการเงินต่างประเทศให้มีเพียง 2 รูปแบบ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารต่างประเทศ (Subsidiary) และสาขาของธนาคารต่าง ประเทศ (Full Branch) (3) นโยบายสถาบันการเงิน 1 รูปแบบ (One Presence) เห็นควรมี สถาบันการเงินที่รับเงินฝากจากประชาชนเพียง 1 รูปแบบ (One Presence) เท่านั้น จากที่มีความแตก ต่างกันตามประเภทของสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการประหยัดโดยขนาด (Economy of scale) อย่างเต็มที่ และลดความ ซ้ำซ้อนในระบบสถาบันการเงิน (4) ให้แรงจูงใจสำหรับการให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายย่อยและ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คุณสมบัติของผู้ที่สามารถยื่นคำขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์มีดังนี้ (1) เป็นบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่เปิดดำเนินการอยู่ (2) มีคุณภาพการจัดการจากผลประเมินครั้งล่าสุดผ่านเกณฑ์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (3) ดำรงเงินกองทุนสุทธิเป็นอัตราส่วนต่อสินทรัพย์เสี่ยงถ่วง น้ำหนัก ไม่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด ณ วันสิ้นเดือนล่าสุดก่อนวันยื่นคำขอ (4) มีอัตราส่วนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพต่อสินทรัพย์รวมไม่เกินกว่า ระดับที่กำหนด (5) กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน ไม่ได้ให้เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (6) ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อย ต้องมีแผนที่จะควบหรือรวมกิจการหรือรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จากบริษัท เงินทุน และ/หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แห่งอื่นอย่างน้อย 1 แห่ง (7) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอจะต้องไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลัก รายใหม่ในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่การเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลักรายใหม่เนื่องจากกรณีการควบ หรือรวมกิจการตามแผนการควบหรือรวมกิจการเพื่อจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ทั้งนี้ ในกรณี QH มีนโยบายที่ต้องการจะลงทุนในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ในลักษณะที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินดังกล่าว QH จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าถือหุ้น ใน LHCF ถึงจะครบคุณสมบัติตามข้อ (7) ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากจะทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลัก ดังนั้น QH จึงมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนใน LHCF ไม่สามารถทำรายการดังกล่าวกับบุคคลภายนอกได้ 2.3.2 ข้อดี และข้อด้อยระหว่างการทำรายการกับบุคลที่เกี่ยวโยงกับทำรายการ กับบุคลภายนอก เนื่องจากไม่มีบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติของผู้ที่สามารถยื่นคำขอจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ตามข้อ (7) ดังกล่าวข้างต้น QH จึงต้องลงทุนใน LHCF ไม่สามารถทำรายการดังกล่าวกับ บุคคลภายนอกได้ 3. ความเป็นธรรมของราคาและเงื่อนไขของรายการ 3.1 ความเหมาะสมของราคาและสิ่งตอบแทนอื่น ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 3/2548 ของ QH ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 มีมติให้ QH ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF เป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ใน ราคาหุ้นละ 140 บาท นั้น ยูไนเต็ดใคร่ขอเสนอการประเมินมูลค่าหุ้น LHCF ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้ (ก) วิธีมูลค่าตามบัญชี (Book Value) จากงบการเงินของ LHCF ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 มูลค่าหุ้นตามบัญชีของ LHCF มีมูลค่าเท่ากับหุ้นละ 109.44 บาท รายละเอียด ดังนี้ ณ 31 ธันวาคม 2547 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 100.00 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 109.44 จำนวนหุ้น (ล้านหุ้น) (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) 1.00 มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) 109.44 LHCF ได้ถูกตรวจสอบสถานะทางการเงิน การจัดการ จากธนาคารแห่ง ประเทศไทยทุกปี และก่อนยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (เดือนกรกฎาคม 2547) ทาง LHCF ได้ถูกตรวจสอบสถานะทางการเงิน คุณภาพสินทรัพย์ การตั้งสำรองจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามคุณสมบัติของผู้ที่สามารถยื่นคำขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ และเมื่อพิจารณาจากข้อ 1.2.2 ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของ LHCF จะเห็นได้ว่ามูลค่าตามบัญชีที่เท่ากับหุ้นละ 109.44 บาท เป็นมูลค่าที่ใกล้เคียงกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Assets Value) เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน ที่ระบุในงบดุลบริษัทเป็นมูลค่าที่สะท้อนถึงมูลค่ายุติธรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม มูลค่าตามบัญชีดังกล่าวอาจไม่ สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น LHCF เนื่องจาก (1) ยังไม่ได้ปรับปรุงค่าความนิยม (Goodwill) ของการที่ LHCF จะ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย เนื่องจากไม่สามารถหามูลค่าใบอนุญาต ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย จึงไม่มีราคาอ้างอิงที่เหมาะสมที่จะกำหนดมูลค่าใบอนุญาตการ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย (2) ไม่ได้สะท้อนถึงการที่ LHCF จะควบรวมกิจการกับ BC โดยการ ทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ BC และรับโอนสินทรัพย์ หนี้สินและภาระผูกพันทั้งหมดหรือบางส่วนจาก BC เพื่อ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ซึ่งการควบรวมกิจการของ 2 สถาบันการเงินดังกล่าว โดย ทั่วไปจะก่อให้เกิดการประหยัดโดยขนาด (Economy of Scale) และลดความซ้ำซ้อนในระบบงาน ได้แก่ การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายโดยรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการประหยัดจากการรวมส่วน งานปฏิบัติการและฝ่ายสนับสนุนซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายประจำ ต้นทุนการจัดซื้อ และต้นทุนระบบเทคโนโลยี สารสนเทศลดลง รวมทั้งก่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร (ข) วิธีเปรียบเทียบราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) การประเมินมูลค่าหุ้นของ LHCF โดยวิธีการเปรียบเทียบราคาต่อมูลค่า ตามบัญชี (Price to Book Value) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย ในปัจจุบัน และย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการ และ 120 วันทำการ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 LHCF มีมูลค่าตามบัญชีหุ้นละ 109.44 บาท รายละเอียดดังนี้ Price to Book Value มูลค่าหุ้นของLHCF เฉลี่ยของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (เท่า) * (บาท/หุ้น) ณ ปัจจุบัน (ณ 11 มี.ค. 2548) 1.48 161.97 ย้อนหลัง 30 วันทำการ (ณ 27 ม.ค. 2548) 1.55 169.63 ย้อนหลัง 60 วันทำการ (ณ 14 ธ.ค. 2547) 1.46 159.78 ย้อนหลัง 90 วันทำการ (ณ 29 ต.ค. 2547) 1.51 165.25 ย้อนหลัง 120 วันทำการ (ณ 16 ก.ย. 2547) 1.53 167.44 แหล่งที่มา: * ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการเปรียบเทียบราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ปัจจุบัน และย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วัน ทำการ และ 120 วันทำการ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีค่า Price to Book Value เฉลี่ยอยู่ที่ 1.46- 1.55 เท่า ซึ่งมูลค่าหุ้น LHCF ที่ระดับ Price to Book Value ดังกล่าว จะมีมูลค่าอยู่ที่หุ้นละ 159.78- 169.63 บาท นอกจากนี้ เมื่อทำการประเมินมูลค่าหุ้นของ LHCF โดยวิธีเปรียบเทียบ ราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) กับหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีสินทรัพย์รวม ณ สิ้น ปี2547 อยู่ในช่วง 72,944-231,833 ล้านบาท (ประกอบด้วยหุ้นของ 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารไทย ธนาคาร (BT) ธนาคารเอเชีย (BOA) และธนาคารธนชาต (NBANK)) ที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน และในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการ และ 120 วันทำการ โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 LHCF มีมูลค่าตามบัญชีหุ้นละ 109.44 บาท ราย ละเอียดดังนี้ Price to Book Value มูลค่าหุ้นของLHCF เฉลี่ยของหุ้นธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง (บาทหุ้น) BT, BOA, NBANK (เท่า) * ณ ปัจจุบัน (ณ 11 มี.ค. 2548) 1.20 131.33 ย้อนหลัง 30 วันทำการ (ณ 27 ม.ค. 2548) 1.24 135.71 ย้อนหลัง 60 วันทำการ (ณ 14 ธ.ค. 2547) 1.20 131.33 ย้อนหลัง 90 วันทำการ (ณ 29 ต.ค. 2547) 1.23 134.61 ย้อนหลัง 120 วันทำการ (ณ 16 ก.ย. 2547) 1.15 125.86 แหล่งที่มา: * ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการเปรียบเทียบราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) กับหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก 3 แห่ง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ปัจจุบัน และย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการและ 120 วันทำการ มีค่า Price to Book Value เฉลี่ยอยู่ที่ 1.15 1.24 เท่า ซึ่ง มูลค่าหุ้น LHCF ที่ระดับ Price to Book Value ดังกล่าว จะมีมูลค่าอยู่ที่หุ้นละ 125.86 135.71 บาท (ค) วิธีเปรียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earnings) การประเมินราคาหุ้นของ LHCF โดยวิธีการเปรียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earnings) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใน ปัจจุบัน และในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการ และ 120 วันทำการ โดยในปี 2547 LHCF มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 9.84 บาท รายละเอียดดังนี้ Price to Earnings มูลค่าหุ้นของLHCF เฉลี่ยของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (เท่า) * (บาท/หุ้น) ณ ปัจจุบัน (ณ 11 มี.ค. 2548) 18.57 182.73 ย้อนหลัง 30 วันทำการ (ณ 27 ม.ค. 2548) 14.16 139.33 ย้อนหลัง 60 วันทำการ (ณ 14 ธ.ค. 2547) 13.58 133.63 ย้อนหลัง 90 วันทำการ (ณ 29 ต.ค. 2547) 9.69 95.35 ย้อนหลัง 120 วันทำการ (ณ 16 ก.ย. 2547) 11.40 112.18 แหล่งที่มา: * ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการเปรียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earnings) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ปัจจุบัน และย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการ และ 120 วันทำการ มีค่า Price to Earnings เฉลี่ยอยู่ที่ 9.69-18.57 เท่า ซึ่งมูลค่าหุ้น LHCF ที่ ระดับ Price to Earnings ดังกล่าว จะมีมูลค่าอยู่ที่หุ้นละ 95.35-182.73 บาท นอกจากนี้ เมื่อทำการประเมินมูลค่าหุ้นของ LHCF โดยวิธีการ เปรียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earnings) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่มีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2547 อยู่ในช่วง 72,944-231,833 ล้านบาท (ประกอบด้วยหุ้นของ 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคาร ไทยธนาคาร (BT) ธนาคารเอเชีย (BOA) และธนาคารธนชาต (NBANK) ที่ทำการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ ปัจจุบัน และในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วันทำการ และ 120 วันทำการ โดยในปี 2547 LHCF มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 9.84 บาท รายละเอียดดังนี้ Price to Earnings มูลค่าหุ้นของLHCF เฉลี่ยหุ้นธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง (บาทหุ้น) (BT, BOA, NBANK) (เท่า) ** ณ ปัจจุบัน (ณ 11 มี.ค. 2548) 21.71 213.63 ย้อนหลัง 30 วันทำการ * (ณ 27 ม.ค. 2548) 27.64 271.98 ย้อนหลัง 60 วันทำการ * (ณ 14 ธ.ค. 2547) 27.64 271.98 ย้อนหลัง 90 วันทำการ * (ณ 29 ต.ค. 2547) 14.68 144.45 ย้อนหลัง 120 วันทำการ * (ณ 16 ก.ย. 2547) 17.54 172.59 หมายเหตุ : * ไม่รวม BT เนื่องจากผลการดำเนินงานขาดทุน แหล่งที่มา: ** ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการเปรียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earning) กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก 3 แห่ง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน และย้อนหลัง 30 วันทำการ 60 วันทำการ 90 วัน ทำการ และ 120 วันทำการ มีค่า Price to Earnings อยู่ที่ 14.68 27.64 เท่า ซึ่งมูลค่าหุ้น LHCF ที่ระดับ Price to Earnings ดังกล่าว จะมีมูลค่าอยู่ที่หุ้นละ 144.45 - 271.98 บาท (ง) วิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) การประเมินมูลค่าหุ้น LHCF โดยวิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) มีสมมติฐานที่สำคัญคือ LHCF ได้ทำการควบรวมกับ BC แล้ว และได้รับ อนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว โดยอาศัยข้อมูล จากประมาณการงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้งใหม่ ในช่วงระยะเวลา 3 ปี (ประมาณการงบดุล งบกำไรขาดทุน และสมมติฐานที่สำคัญในการจัดทำประมาณการงบการเงิน ตามเอกสารแนบ 1) ประมาณการงบการเงินดังกล่าว เป็นประมาณการงบการเงินที่ใช้ประกอบการยื่นคำขออนุญาตจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยต่อรัฐมนตรีว่าการคลังเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 สมมติฐานในการจัดทำ ประมาณการงบการเงินคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและสภาพการดำเนินธุรกิจใน อนาคตภายใต้การยึดหลักความระมัดระวังอย่างเต็มที่ (Conservative) อย่างไรก็ตาม ฐานะทางการ เงินและผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้งใหม่ในอนาคตอาจแตกต่างจากประมาณการทางการ เงินที่จัดทำขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานที่ได้ กำหนดไว้ จากประมาณการงบการเงินดังกล่าว ที่ปรึกษาทางการเงินได้ใช้วิธีมูลค่า ปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) เพื่อประเมินมูลค่าหุ้น LHCF โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้ ตัวแปร ค่าที่กำหนด ที่มาของสมมติฐานในการ กำหนดค่าตัวแปร อัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง ร้อยละ 4.03 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Risk free rate: Rf) รัฐบาลอายุ 5 ปี อัตราผลตอบแทนของตลาด ร้อยละ 12-15 ประมาณการผลตอบแทนจากการ (Market rate: Rm) ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย ทั้งนี้ ที่ปรึกษาทางการเงินได้ทำ การวิเคราะห์ความไว(Sensitivity) โดยกำหนดอัตราผลตอบแทน ดังกล่าวให้อยู่ในช่วง ร้อยละ 12-15 ค่าเบต้า (Beta: B) 0.97 การเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนของ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาด หลักทรัพย์ฯ เมื่อเทียบกับการ เปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนของ บริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฯในช่วงระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ร้อยละ 11.74-14.65 ตามสูตร Ks = Rf + (Rm- Rf) B (Cost of Equity : Ks) คำนวณค่า Ks ได้ในช่วงร้อยละ 11.74-14.65 ซึ่งเป็นผลจากการ เปลี่ยนแปลงความไวของ Rm ซึ่งอยู่ ในช่วงร้อยละ 12-15 อัตราการเติบโต (Growth: g) ร้อยละ 5 กำหนดให้อัตราการเติบโต ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตั้งแต่ปี ที่ 4 เป็นต้นไป มีอัตราการเติบโตคงที่ อัตราร้อยละ 5 ต่อปี ใกล้เคียงกับ อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ของ ประเทศไทย มูลค่ากิจการ(Continuing (มูลค่ากระแสเงินสดการ ตามสูตรคำนวณContinuing Value value)เท่ากับ ดำเนินงานปีที่ 4)/(Ks-g) ได้เท่ากับ 2,678-3,831 ล้านบาท จากการประเมินมูลค่าหุ้น LHCF ด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) มีมูลค่า หุ้นละ166 - 251 บาท 3.2 เหตุผลสนับสนุนการกำหนดราคาหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท เหตุผลสนับสนุนการกำหนดราคาหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ที่ราคาหุ้นละ 140 บาท สูงกว่ามูลค่าหุ้นที่ตราไว้ที่เท่ากับหุ้นละ 100 บาท ในอัตราร้อยละ 40 เนื่องจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 10 ล้านหุ้น ราคาเสนอขายหุ้นละ 140 บาท ส่งผลให้ LHCF ได้รับเงินเพิ่มทุนเป็นจำนวน รวม 1,400 ล้านบาท ซึ่งเงินเพิ่มทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ซื้อหุ้น BC ทั้งนี้ ตามข้อตกลงระหว่าง LHCF และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ BC กำหนดให้ LHCF ซื้อหุ้น BC ในราคาที่อิงกับมูลค่าตามบัญชีของ BC ณ วันที่ 31 มีนาคม 2547 ซึ่งจะต้องปรับปรุงรายการตั้งสำรอง สินทรัพย์บางรายการ และปรับปรุงด้วยผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปรับมูลค่าตราสารหนี้หรือจากการ ไถ่ถอนตราสารหนี้ให้เป็นราคาตลาดหรือราคายุติธรรมตามสภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน รวมทั้งกำหนด ให้ราคาซื้อหุ้น BC มีส่วนเพิ่ม (ค่าความนิยม: Goodwill) จากมูลค่าตามบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งน่าจะส่ง ผลให้มีค่าความนิยม (Goodwill) จากการที่ LHCF ซื้อหุ้น BC จำนวนประมาณ 300 ล้านบาท โดยใน กรณีที่ค่าความนิยมดังกล่าวตัดจ่ายในปีแรกที่ซื้อกิจการทั้งจำนวน จะส่งผลให้ LHCF เกิดผลขาดทุนจากการ ตัดจ่ายค่าความนิยมจำนวนประมาณ 300 ล้านบาท เปรียบเทียบกรณีที่ LHCF ต้องการเงินเพิ่มทุนจำนวน 1,400 ล้านบาท (จากเดิม ณ สิ้นปี 2547 ที่มีทุนชำระแล้วจำนวน 100 ล้านบาท) โดยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 2 ทางเลือก ได้แก่ (1) เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 14 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขายตามมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท และ (2) เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 10 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 140 บาท และทั้งสองทางเลือกเกิดผล ขาดทุนจากการตัดจ่ายค่าความนิยมจำนวนประมาณ 300 ล้านบาท เมื่อทำการปรับปรุงงบการเงินของ LHCF สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 ด้วยทางเลือกการเพิ่มทุน 2 ทางเลือกดังกล่าวข้างต้น ราย ละเอียดดังนี้ หน่วย : ล้านบาท งบการเงิน ปรับปรุงด้วยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน LHCF ณ วันที่ ทางเลือก1 ทางเลือก 2 31 ธันวาคม เสนอขายหุ้นที่เพิ่มทุน เสนอขายหุ้นที่เพิ่มทุน 2547 * จำนวน 14 ล้านหุ้น จำนวน 10 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 100 ที่ราคาหุ้นละ 140 บาท บาท (1) ทุนเรียกชำระแล้วเดิม (หุ้นสามัญ 10 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) 100.00 100.00 100.00 (2) ทุนเรียกชำระที่เพิ่มขึ้นจากการเสนอขาย หุ้นสามัญเพิ่มทุน - 1,400.00 1,000.00 (3) ทุนชำระแล้ว = (1) + (2) 100.00 1,500.00 1,100.00 (4) ส่วนเกินมูลค่าหุ้นจากการเสนอขายหุ้น สามัญเพิ่มทุน - - 400.00 (5) ส่วนต่ำกว่าทุนจากการเปลี่ยนแปลง มูลค่าเงินลงทุน (1.60) (1.60) (1.60) (6) กำไรสะสม 11.04 11.04 11.04 (7) ขาดทุนจากการตัดจ่ายค่าความนิยม - (300.00) (300.00) (8) รวมเงินกองทุน = (3)+(4)+(5) +(6)+(7) 109.44 1,209.44 1,209.44 (9) เงินกองทุนต่อทุนชำระแล้ว = (8)/(3) ร้อยละ 109.44 ร้อยละ 80.63 ร้อยละ 109.95 หมายเหตุ: * งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจ เครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 56 ให้นำมาตรา 26 ทวิ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับ แก่บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 26 ทวิ กำหนดไว้ว่าเมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึง จำนวนที่ทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว (หรือลดลงเหลือร้อยละ 75 ของทุนชำระ แล้ว) บริษัทเงินทุนนั้นจะกู้ยืมเงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ LHCF เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ไม่มีราคาส่วนเพิ่ม (Premium) เหนือมูล ค่าที่ตราไว้ (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ตามทางเลือก 1 มีผลทำให้ LHCF มีความเสี่ยงที่จะประสบ ปัญหาการดำเนินธุรกิจในปีแรกของการดำเนินธุรกิจได้ เนื่องจากเงินกองทุนต่อทุนชำระแล้วลดลงเหลือร้อย ละ 80.63 ซึ่งใกล้กับระดับที่ต้องหยุดการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ทางเลือก 2 ในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ ราคาส่วนเพิ่ม(Premium) เหนือมูลค่าที่ตราไว้จึงมีความเหมาะสมกว่า นอกจากนี้ ราคาขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ ทาง LHCF ได้เสนอขายหุ้นสามัญ ให้กับผู้ลงทุนใหม่ทุกรายที่ราคาเดียวกัน คือ ที่ราคาหุ้นละ 140 บาท ดังจะเห็นได้ว่าคุณเพียงใจ หาญ พาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ LHCF เมื่อเริ่มก่อตั้ง ก็ได้รับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ที่ราคา หุ้นละ 140 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่เสนอขายแก่ QH และ LH 3.3 ความเหมาะสมของเงื่อนไขรายการ การที่ QH จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น ในราคาหุ้น ละ 140 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการชำระราคาเป็นเงินสด เมื่อพิจารณา ถึงประโยชน์ที่ QH จะได้รับซึ่งประกอบด้วย (1) ผลตอบแทนจากการลงทุน ในกรณีที่ LHCF ได้รับใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยตามแผน และผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยมีผลกำไร QH จะได้รับผลดีในแง่รายได้จากเงินลงทุน อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไร ของ QH (2) ช่วยสนับการดำเนินธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการตลาด และศักยภาพ การแข่งขันของ QH ซึ่งน่าจะทำให้ QH มีความสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคตได้ (3) เป็นการขยายการดำเนินธุรกิจของ QH ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ซึ่งช่วยลดความ เสี่ยงจากการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก นอกจากนี้ ตามงบการเงินรวมของ QH ล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 มีเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวนรวม 802.87 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน่าจะมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ ต่อการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ดังกล่าว นอกจากนี้ ในกรณีที่ QH ต้องการกู้ยืมเงินมาเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ LHCFก็จะไม่ส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด 4. สรุปความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินต่อการพิจารณาออกเสียงของผู้ถือหุ้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดแล้ว ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเห็นว่าการที่ QH มีนโยบายลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในธุรกิจที่เสริมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานธุรกิจ ของบริษัท ดังนั้น การที่จะลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF เป็นจำนวนเงินรวม 414,960,000 บาท โดยการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LHCF จำนวน 2,964,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ใน ราคาหุ้นละ 140 บาท นั้น เป็นการทำรายการที่มีเหตุผลสนับสนุนว่ามีความสมเหตุสมผล และน่าจะก่อให้เกิด ผลดีต่อ QH ในด้านศักยภาพการสร้างรายได้และผลกำไรของ QH อันจะเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นของ QH ด้วยเช่น กัน ทั้งนี้ เนื่องจาก LHCF ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยจากรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 และอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามแผนการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ซึ่งต้องเปิดดำเนินการธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้ รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นธนาคารแห่งประเทศ ไทยจะพิจารณาผ่อนผันโดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ ทั้งนี้ ตามแผนการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เพื่อ รายย่อยที่ขอจัดตั้งใหม่นั้นจะให้ความสำคัญกับการให้กู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยต่อลูกค้ารายย่อยทั่วไป ซึ่งจะช่วย สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันเป็นธุรกิจหลักของ QH ในด้านเป็นทางเลือกของบริการสินเชื่อให้ แก่ลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ของ QH ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ของ QH ซึ่งน่าจะทำให้ QH มีความสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยัง เป็นการเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้ของ QH ให้ขยายไปสู่ธุรกิจทางการเงิน ซึ่งน่าจะช่วยลดความความเสี่ยง จากแหล่งที่มาของรายได้หลักของ QH และบริษัทย่อย ที่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ราคาซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับ การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สรุปดังนี้ วิธีการประเมินมูลค่าหุ้น มูลค่าหุ้น มูลค่าหุ้น LHCF มูลค่าหุ้น LHCFเฉลี่ย (บาท/หุ้น) (บาท/หุ้น) * 1. วิธีมูลค่าตามบัญชี (Book Value) 109.44 109.44 2. วิธีเปรียบเทียบเทียบราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) - กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 159.78-169.63 164.71 - กับหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก 3 แห่ง 125.86-135.71 130.78 3. วิธีเปรียบเทียบเทียบราคาต่อกำไร (Price to Earnings) - กับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 95.35-182.73 139.04 - กับหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก 3 แห่ง 144.45-271.98 208.21 4. วิธีมูลค่ามูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) 166.00-251.00 208.50 หมายเหตุ : * มูลค่าหุ้นเฉลี่ยคำนวณจากค่ากลาง การประเมินมูลค่าหุ้น LHCF ด้วย 4 วิธีดังกล่าวข้างต้น แต่ละวิธีมีข้อดี และข้อด้อยดังนี้ วิธีการประเมินมูลค่าหุ้น ข้อดี ข้อด้อย 1. วิธีมูลค่าตามบัญชี (Book Value) กรณีLHCFมูลค่าตามบัญชี(Book (1)ยังไม่ได้ปรับปรุงค่าความ Value)เป็นมูลค่าที่ใกล้เคียงกับ นิยม(Goodwill)จากการที่ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net LHCFได้รับใบอนุญาต Assets Value)เนื่องจากมูลค่า ประกอบธุรกิจธนาคาร สินทรัพย์และหนี้สินตามงบการ พาณิชย์เพื่อรายย่อย เนื่อง เงินงวดล่าสุดเป็นมูลค่าที่ จากไม่มีราคาอ้างอิงที่ สะท้อนถึงมูลค่ายุติธรรมแล้ว เหมาะสมที่จะกำหนดมูลค่า เพราะได้บันทึกบัญชี และตั้ง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ สำรองต่างๆ ตามเกณฑ์ของ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารแห่งประเทศไทย (2) ไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าของ การที่LHCF จะควบรวม กิจการกับ BC 2. วิธีเปรียบเทียบเทียบราคาต่อ มูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value) เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นที่อ้าง อิงจากการซื้อขายหุ้นของธนาคาร เนื่องจากหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลัก ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีราคา ประเทศไทยป็นหุ้นของนาคาร 3.วิธีเปรียบเทียบเทียบราคาต่อกำไร ตลาดอ้างอิงสะท้อนให้เห็นถึง พาณิชย์ที่มีผลประกอบการเชิง (Price to Earning) มูลค่าหุ้นตามราคาตลาดที่ควร พาณิชย์แล้ว และมีขนาดสินทรัพย์ จะเป็น ที่มากกว่าขนาดสินทรัพย์ของ LHCF ซึ่งแตกต่างจาก LHCF ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ จัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ย่อย และมีขนาดสินทรัพย์น้อย กว่าธนาคารพาณิชย์ที่มีหุ้น ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย 4. วิธีมูลค่ามูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจใน ประมาณการงบการเงินที่ใช้ใน ในอนาคตของการประกอบ การประเมินมูลค่าหุ้นเป็น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อราย ประมาณการงบการเงินที่ใช้ ย่อย อันเป็นสืบเนื่องจากการ ประกอบการยื่นคำขออนุญาต ควบรวมกิจการของLHCFกับ จัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพื่อราย BC ย่อยต่อรัฐมนตรีว่าการคลังเมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2547 สมมติฐานในการจัดทำ ประมาณการงบการเงินคำนึงถึง สภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจ ในปัจจุบันและสภาพการดำเนิน ธุรกิจในอนาคตภายใต้การยึดหลัก ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ ฐานะทางการเงินและผลการ ดำเนินงานของธนาคาร พาณิชย์ที่ขอจัดตั้งใหม่ในอนาคต อาจแตกต่างจากประมาณการ ทางการเงินที่จัดทำขึ้นเนื่องจาก สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการ ดำเนินธุรกิจอาจเปลี่ยนแปลง ไปจากสมมติฐานที่ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ที่ปรึกษาทางการเงินให้น้ำหนักกับการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีมูลค่าตามบัญชี (Book Value) และวิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) จะเห็นได้ว่าราคาซื้อหุ้นเพิ่มทุน ของ LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท อยู่ในช่วงเดียวกับการประเมินมูลค่าหุ้น 2 วิธีดังกล่าว ซึ่งประเมินได้ว่ามี มูลค่าอยู่ระหว่างหุ้นละ 109.44 208.50 บาท โดยราคาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท นั้น เป็นราคาที่ต่ำกว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) ที่ เท่ากับหุ้นละ 208.50บาท อยู่จำนวน 68.50 บาท (หรือต่ำกว่าร้อยละ 32.85) และราคาซื้อหุ้นเพิ่มทุน ของ LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท เป็นราคาที่สูงกว่าการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ที่เท่ากับหุ้นละ 109.44 บาท อยู่จำนวน 30.56 บาท (หรือสูงกว่าร้อยละ 27.92) นอกจากนี้ ราคาหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ที่หุ้นละ 140 บาท ทาง LHCF ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 10 ล้านหุ้น ให้กับผู้ลงทุนใหม่ทุกรายที่ราคาเดียวกัน และภายหลังจากที่ LHCF เพิ่มทุนชำระแล้วจากเดิม 100 ล้านบาท เป็น 1,100 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเดิมจะเหลือสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันร้อยละ 9.09 โดยผู้ถือหุ้นเดิมดังกล่าวจะ ได้รับประโยชน์จากมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเนื่องจาก LHCF เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ ราคาหุ้นละ 140 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 30 ล้านบาท จากเหตุผลที่ที่ปรึกษาทางการเงินนำเสนอในรายงานฉบับนี้ ที่ปรึกษาทางการเงินมีความเห็น ว่าการที่ QH จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ LHCF ที่ราคาหุ้นละ 140 บาท ตามรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นการทำรายการที่มีความสมเหตุสมผลและเป็นราคาที่ยุติธรรม สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของบริษัท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนเพียงพอที่ผู้ถือหุ้นจะพิจารณาออกเสียงเห็นชอบต่อการทำรายการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ถือหุ้นแต่ละท่าน จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอแสดงความนับถือ (นายศิริพงษ์ สมบัติศิริ) (นายประสงค์ ประภัสสราทิตย์) กรรมการ กรรมการ บริษัท ยูไนเต็ด แอ็ดไวเซอรี่ เซอร์วิส จำกัด เอกสารแนบ 1 ประมาณทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้งใหม่ ประมาณการงบดุล หน่วย : ล้านบาท ประมาณการงบดุล ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 สินทรัพย์ เงินสด 300 300 300 หลักทรัพย์ซื้อโดยมีสัญญาขายคืน 57 57 57 เงินลงทุนในหลักทรัพย์ 1,243 1,950 2,820 เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ เงินให้สินเชื่อ 13,863 25,605 37,864 ดอกเบี้ยค้างรับ 127 186 247 รวมเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ 13,990 25,791 38,111 หัก : ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (1,099) (1,132) (1,153) รวมเงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับ-สุทธิ 12,891 24,659 36,958 ทรัพย์สินรอการขาย-สุทธิ 77 - - ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์-สุทธิ 15 60 50 สินทรัพย์อื่น 315 300 285 รวมสินทรัพย์ 14,898 27,326 40,470 หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เงินฝาก 11,959 18,854 28,047 รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 1,336 1,692 1,855 เงินกู้ยืม - 3,500 7,000 หนี้สินอื่น 67 121 185 รวมหนี้สิน 13,362 24,166 37,087 ส่วนของผู้ถือหุ้น ทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว 1,100 2,600 2,600 ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 400 400 400 กำไร (ขาดทุน) สะสม ยังไม่ได้จัดสรร 36 159 383 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 1,536 3,159 3,383 รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 14,898 27,326 40,470 ประมาณการงบกำไรขาดทุน หน่วย : ล้านบาท ประมาณการงบกำไรขาดทุน ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล เงินให้สินเชื่อ 402 739 1,188 เงินลงทุน 33 50 74 รวมรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล 434 788 1,262 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย เงินฝากและเงินกู้ยืม 129 302 600 รวมค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 129 302 600 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล-สุทธิ 306 487 662 หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ (รับคืน) 26 33 41 รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิหลังหักหนี้สูญและหนี้ สงสัยจะสูญ 279 453 621 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและบริการ 17 61 104 รวมรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 17 61 104 ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน 101 121 139 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ 75 103 108 ค่าภาษีอากร 14 27 43 ค่าตอบแทนกรรมการ 3 3 3 เงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน 21 52 79 ค่าใช้จ่ายอื่น 27 31 35 รวมค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 241 337 406 กำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษีเงินได้ 55 177 319 ภาษีเงินได้ 15 53 96 กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 40 124 223 สมมติฐานที่สำคัญในการจัดทำประมาณการทางการเงิน เริ่มดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยในเดือนกรกฎาคม 2548 ปีที่ 1-3 ของการดำเนินงานหมายถึง ปีที่ 1 : ไตรมาสที่ 3 ปี 2548-ไตรมาสที่ 2 ปี 2549 ปีที่ 2 : ไตรมาสที่ 3 ปี 2549- ไตรมาสที่ 2 ปี 2550 ปีที่ 3 : ไตรมาสที่ 3 ปี 2550-ไตรมาสที่ 2 ปี 2551 ประมาณการงบกำไรขาดทุน 1. รายได้ดอกเบี้ย 1.1 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (สินเชื่อใหม่) ตามอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ อัตราดอกเบี้ย ปี 2548 ปี 2549 ไตรมาสที่ 3 ปี 2550 เป็นต้นไป ปีที่ 1 คงที่ 2.50% คงที่ 2.75% คงที่ 3.00% ปีที่ 2 คงที่ 3.50% คงที่ 3.75% คงที่ 4.00% ปีที่ 3 เป็นต้นไป MLR-1% = 4.75% MLR-1% = 5.00% MLR-1% = 5.25% 1.2 สินเชื่อเพื่อการซื้อลดลูกหนี้การค้า กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 7.50% ในปีที่ 1 และปีที่ 2 และ 7.75% ในปีที่ 3 1.3 สินเชื่อระยะปานกลางและระยะยาว (Term Loan) กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 6.25% ในปีที่ 1 และ 6.50% ในปีที่ 2 และ 3 2. รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 2.1 รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจากสินเชื่อเพื่อการซื้อลดลูกหนี้การค้า ในอัตรา 0.15% ของ ยอดรับซื้อบิลการค้า / ใบรับเงิน 2.2 รายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในอัตรา 0.75% ของยอดสินเชื่อที่อยู่ อาศัยที่ขายออกไป 3. เงินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาล / รัฐวิสาหกิจ มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3.50% 4. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ประกอบด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยรายการระหว่างธนาคาร และดอกเบี้ยตราสารหนี้ ราย ละเอียดดังนี้ ประเภทเงินฝาก / กู้ยืม อัตราดอกเบี้ย (%) ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 - เงินฝากอออมทรัพย์ 1.00 1.25 1.50 - เงินฝากประจำ 3-6 เดือน 1.50 1.75 2.00 1 ปี 2.25 2.50 2.75 2 ปี 2.75 3.00 3.25 - รายการระหว่างธนาคาร 1.25 1.50 1.75 - ตราสารหนี้เฉลี่ย 3.25 3.50 3.75 5. สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 5.1 ในอัตรา 1% ของยอดสินเชื่อที่จัดชั้นปกติ 5.2 ในอัตรา 25% ของยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อการซื้อลดลูกหนี้ การค้า 5.3 ในอัตรา 100% ของยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นของสินเชื่อระยะปานกลางและ ระยะยาว 6. ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย 6.1 ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ ค่าภาษีอากร ค่ตอบแทน กรรมการ เงินสมทบกองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน เป็นต้น 6.2 ค่าเบี้ยประชุมกรรมการปีละ 3 ล้านบาท 6.3 ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานใหญ่ 2,400 ตารางเมตร ในอัตราค่าเช่า 500-650 บาท/ต่อตาราง เมตร/เดือน 6.4 ธนาคารกำหนดเปิดสาขาในปีที่ 1 ปีที่ 2 และปีที่ 3 โดยมีจำนวน 6 สาขา 6 สาขา และ 8 สาขา ตามลำดับ ซึ่งใช้พื้นที่สาขาละ 30 ตารางเมตร ในอัตราค่าเช่า 650 บาท/ตารางเมตร/เดือน 6.5 ค่าใช้จ่ายสำหรับระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศในลักษณะจ่ายค่าบริการ (Outsourcing) เดือนละ 3.08 บาทในปีที่ 1 / เดือนละ 3.50 ล้านบาท ในปีที่ 2 และ 3 ประมาณการงบดุล 1. การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล / รัฐวิสาหกิจ และเงินลงทุนอื่นๆ เป็นดังนี้ หน่วย : ล้านบาท การลงทุน ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 พันธบัตรรัฐบาล / รัฐวิสาหกิจ 884 1,593 2,464 เงินลงทุนอื่น 359 357 356 2. เงินให้กู้ยืมมีรายละเอียดดังนี้ หน่วย : ล้านบาท เงินให้กู้ยืม ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 8,000 15,000 20,000 Factoring: รับซื้อ 11,523 14,603 16,494 คงเหลือ 1,791 1,983 2,129 ระยะปานกลาง 1,200 2,520 3,840 3. สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพิ่มขึ้นในอัตรา 0.50% ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการซื้อลด ลูกหนี้ และสินเชื่อระยะปานกลางและระยะยาวที่เพิ่มขึ้น มีการชำระคืนทุกไตรมาส รวมปีละ 25% โดยการ ชำระคืนคำนวณจากยอดคงเหลือของปีก่อนหน้า 4. ดอกเบี้ยค้างรับ ประมาณการที่ 0.50% ของสินเชื่อที่รับรู้รายได้ 5. สินทรัพย์รอการขายมียอด 154 ล้านบาท มีการขายในไตรมาส 4 ของปี 2548 และปี 2549 ปีละ 50% ในราคาตามมูลค่าบัญชี 6. การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร 6.1 อุปกรณ์และค่าตกแต่งสำนักงานใหญ่ พื้นที่ 2,400 ตารางเมตรๆ ละ 22,000 บาท รวม 52.80 ล้านบาท 6.2 อุปกรณ์และค่าตกแต่งสาขา จำนวน 20 สาขาๆ ละ 30 ตารางเมตรๆ ละ 22,000 บาท รวม13.20 ล้านบาท 6.3 การลงทุนอื่นๆ สำหรับอุปกรณ์สำนักงานปีละ 5 ล้านบาท 6.4 Application Gap Modification สำหรับการลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ในปีแรกจำนวน 16 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด 6.5 ค่าเสื่อมราคาสำหรับอุปกรณ์และค่าตกแต่งสำนักงาน คำนวณแบบเส้นตรงในอัตรา 20% ต่อปี 6.6 ค่าความนิยม (Goodwill) จำนวน 300 ล้านบาท ตัดจำหน่ายในอัตรา 5% ต่อปี 7. เงินฝาก / เงินกู้ยืม ประเภทเงินฝาก / เงินกู้ยืม สัดส่วนโดยประมาณ (%) ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เงินฝาก 90 79 77 รายการระหว่างธนาคาร 10 7 5 ตราสารหนี้ (โดยประมาณ) - 14 18 ประเภทเงินฝาก สัดส่วนโดยประมาณ (%) ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เงินฝากออมทรัพย์ 20 40 50 เงินฝากประจำ 1-3 เดือน 65 45 35 เงินฝากประจำ 1 ปี 10 10 10 เงินฝากประจำ 2 ปี 5 5 5 8.มีการเพิ่มทุนจำนวน 1,500 ล้านบาท (หุ้นสามัญจำนวน 15 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท) ในไตร มาสที่ 3 ของปี 2549 |